ยินดีต้อนรับเข้าสู่ KNCOMPUTER ค่ะ
เราพร้อมให้บริการท่านด้วยความสุภาพอ่อนน้อม
พร้อมร้อยยิ้มที่ประทับใจ และความเข้าใจในเนื้องาน
นึกถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นึกถึงพวกเราชาวKNCOMPUTER นะคะ
โทรหาเราซิคะ 0863678763
*** ผู้เรียนต้องนำ NoteBook มาเอง ทุกหลักสูตรเรียนซ้ำได้***
หลักสูตรอบรม
read more
About US
KNCOMPUTER รับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภท
ครอบคลุมหลายภาษา ทั้งเก่าและใหม่ ด้วยประสบการณการทำงาน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
เรามั่นใจว่าสามารถตอบสนองทุกความต้องการของท่านได้อย่างครบครัน
การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะถูกพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ตามมาตรฐานของ SDLC ท่านจึงมั่นใจได้ว่าผลงานทุกชิ้นจะมีมาตรฐาน ถูกต้องตรงตามความต้องการ
ภายในระยะเวลา และงบประมาณที่กำหนดไว้
เรามีเจ้าหน้าที่ ที่คอยให้บริการท่านด้วยความเต็มใจ มีความสุภาพอ่อนน้อม พร้อมเข้าใจทุกปัญหา ให้คำปรึกษาตามความเป็นจริง และคิดราคาอย่างสมเหตุสมผล
คิดถึงโปรแกรม คิดถึงพวกเรา ชาว KNCOMPUTER นะคะ
KNCOMPUTER มีบริการต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. WINDOWS APPLICATION คือการรับเขียนโปรแกรมตามความต้องการของลูกค้าเพื่อใช้งานบนระบบวินโดว์
read more
2. WEB APPLICATION คือการรับเขียนโปรแกรมตามความต้องการของลูกค้าเพื่อการใช้งานที่เข้าถึง ด้วยเว็บเบราว์เซอร์ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อย่าง อินเทอร์เน็ต หรือ อินทราเน็ต
read more
3. TRAINING เรามีหลักสูตรที่หลากหลายไว้คอยบริการท่าน นอกจากนั้นหากท่านต้องการให้เราเปิดหลักสูตรใดเพิ่มก็สามารถติดต่อเข้ามาได้นะคะ
read more
Windows Application ดีอย่างไร
1. สะดวกเนื่องจากไม่ต้องติดตั้ง Web Server ก็สามารถทำงานได้
2. เพิ่มลูกเล่นต่างๆ ได้สะดวก ไม่ต้องอาศัย Java Script
3. การตรวจสอบข้อมูลที่ผู้ใช้งานเพิ่มเข้าสู่ระบบทำได้ง่ายกว่า Web Application
4. การทำงานเร็วกว่า Web Application
5. ไม่ต้องอาศัยเว็บบราวเซอร์ ทำให้หมดปัญหาเรื่องความเข้ากันได้กับเว็บบราวเซอร์
ข้อเสีย
1. ต้องอบรมผู้ใช้งานมากกว่าการใช้งาน Web Application
2. การ Update โปรแกรมทำได้ยากกว่าเพราะต้องไป Update ที่เครื่องใช้งานทุกเครื่อง
3. ต้องทำการติดตั้งโปรแกรมที่เครื่องใช้งาน อาจจะมีปัญหาเรื่องพวก DLL หรือ Component ต่างๆ ได้ รวมทั้ง อาจจะมีปัญหากับเวอร์ชั่นของ Windows
BACK
Web Application ดีอย่างไร
1. ไม่ต้องติดตั้ง Software ทางฝั่งผู้ใช้งานแค่มีเว็บบราวเซอร์
2.อบรมผู้ใช้งานง่ายกว่าเนื่องจากผู้ใช้งานมักจะถนัดกับการใช้งาน Web Application อยู่แล้วไม่ต้องสอนเรื่องที่เกี่ยวกับ User Interface เนื่องจากเป็นมาตรฐานของ Web
3. การ Update Program แค่แก้ไขหรือ Copy โปรแกรมใหม่ไปไว้ที่ Server ก็สามารถใช้งานได้แล้ว
ข้อเสีย
1. การทำงานขึ้นอยู่กับ Web Browser ซึ่งบางทีมีปัญหาเช่นการบล็อคจาวาสริปต์
2. ต้องติดตั้ง Web Server
3. ทำงานช้ากว่า Windows Application
4. การตรวจสอบข้อมูลที่ผู้ใช้งานเพิ่มเข้าสู่ระบบทำได้ยาก ต้องเขียนเป็นจาวาสริปต์
5. การเขียนโปรแกรม Debug ได้ยากกว่า
6. เมื่อมีการป้อนข้อมูลและต้องไปค้นหาข้อมูลมาแสดงจะต้องรีเฟรชทั้งหน้าทำให้ช้าได้ แต่ทุกวันนี้ก็มี ajax ทำให้ไม่ต้องรีเฟรช ใหม่ทั้งหน้า
7. ระบบการพิมพ์ในเว็บบราวเซอร์ไม่สามารถที่จะสั่งพิมพ์ได้โดยตรงเหมือนกับ Windows Applicationจะต้องอาศัยตัวเว็บบราวเซอร์ หรือไม่ก็ต้องสร้างเป็นเอกสาร pdf ทำให้ระบบที่ต้องการส่งพิมพ์ไปยังที่เครื่องพิมพ์โดยตรงโดยที่ไม่ต้องการผ่านกลไกอื่นๆ ทำไม่ได้
BACK
กำลังปรับปรุงค่ะ
KNCOMPUTER จากประสบการณ์การทำงานกว่า 7 ปี ปัจจุบันเรามีความชำนาญในหลายๆด้าน ดังต่อไปนี้
1. โปรแกรมทั่วไป เช่น ระบบบริหารสินค้าคงคลัง , ระบบร้านค้าปลีก , HRM , CRM ฯลฯ
2. การจัดการโรงงาน , การวางแผนการผลิต , Machine Loading , MRP , ERP เป็นต้น
3. การควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ , Data Logger , MCS51 , PIC
4. การจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) และ Logistics
5. การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining)
6. Web Application , Web Service และ E-Commerce
7. การประมวลผลรูปภาพ (Image Processing) เก็บข้อมูลจากรูปภาพ
System Develop life cycle (SDLC) เป็นวงรอบหรือขั้นตอนของการออกแบบและพัฒนา Software ที่นิยมใช้กันมาก เพื่อสร้าง Software ที่สนองตอบต่อความต้องการในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กร โดยมีขั้นตอนพื้นฐานที่กำหนดไว้เป็นไปโดยลำดับขั้น ดังนี้ (Tayntor, 2002 : 113-177)
1. การเริ่มต้นโครงการ ( Project Initiation)
ในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนย่อยในการดำเนินการ คือ
* พิจารณาคัดเลือกโครงการ (Identify the problem)
* สร้างทีมงาน (From the team)
* คัดเลือกความต้องการขั้นต้น (Identify preliminary requirements)
* หาสาเหตุและวิธีแก้ไข เพื่อสนองตอบต่อความต้องการ (Validate the requirements)
* พัฒนาและศึกษาความเป็นไปได้ (Develop a feasibility study)
* อนุมัติโครงการ (Obtain project approval)
2. การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis)
ในการวิเคราะห์ระบบนี้ ก็เพื่อที่จะวิเคราะห์โครงการตามขั้นตอนที่แล้ว ให้มีความเป็นไปได้ โดยมีขั้นตอนย่อยที่แนะนำให้ต้องดำเนินการตามลำดับ ดังนี้
* เข้าใจแนวโน้มต่างๆ ของกระบวนการในโครงการโดยถ่องแท้
* คัดเลือกความต้องการของลูกค้า
* จัดลำดับความสำคัญของความต้องของการลูกค้า
* คัดเลือกความต้องการของลูกค้า ตามศักยภาพขององค์กรที่สามารถดำเนินการได้
* ตัดสินใจที่จะปรับปรุงกระบวนการที่มีผลกระทบต่อโครงการมากที่สุด โดยเป็นไปตามลำดับความต้องการสูงสุดของลูกค้า
* จัดทำรายละเอียดที่จะทำ ลงในแผนที่ของโครงการ
* พิจารณากระทบและความเสี่ยงที่จะทำ ในกระบวนการที่ตัดสินใจปรับปรุง
* สรุปแนวทางการพัฒนาของการออกแบบ
* สรุปรายงานความต้องการตามคุณลักษณะเฉพาะที่ต้องการ
* ได้รับความเห็นชอบร่วมกันทั้งหมด
3. การออกแบบระบบ (System Design)
ในขั้นตอนนี้จะแบ่งออกเป็นขั้นตอนย่อย 3 ขั้นตอน อันได้แก่
* การออกแบบเกี่ยวกับลักษณะงาน (Functional Design)
* การออกแบบทางเทคนิค (Technical Design)
* การออกแบบโปรแกรม (Program Design)
read more
System Develop life cycle (SDLC) ต่อ
4. การสร้างระบบ (Construction)
ในการสร้างระบบต้องคำนึงถึงจุดประสงค์ต่างๆ ที่ต้องการ โดยมีข้อพิจารณาดังนี้
* แน่ใจว่าจะไม่เกิดข้อบกพร่องเมื่อใช้งานจริง
* แน่ใจว่าการเขียนโปรแกรมต้องเป็นไปตามมาตรฐาน เป็นไปตามข้อตกลง มีเหตุมีผล มีขั้นตอนที่เป็นระบบ และระเบียบ
* ขั้นตอนการดูแลรักษาระบบ ต้องสร้างให้ผู้ใช้ มีส่วนร่วมในการดูแลรักษา ผู้ใช้สามารถเข้าใจและรับรู้การทำงานของระบบสามารถช่วยแกปัญหาในโปรแกรมเมื่อต้องการเปลี่ยนแปลง และผู้ใช้สามารถรักษาดูแลระบบได้ในระยะยาว มีต้นทุนที่ต่ำ
5. การทดสอบระบบและการประกันคุณภาพ (Testing and Quality Assurance)
วัตถุประสงค์ในขั้นนี้ คือ เป็นการยืนยันระหว่างผู้ออกแบบระบบ กับความต้องของลูกค้า ว่า ระบบที่ออกแบบนี้สามารถใช้งานได้จริง ในขั้นนี้อาจแบ่งการทดสอบออกเป็นส่วนๆ ได้ดังนี้
* การทดสอบแผน (The Test Plan)
* การทดสอบเป็นหน่วยหรือแผนก (The Unit Test)
* การทดสอบทั้งระบบ (The System Test)
* การทดสอบแบบบูรณการ (The Integration Test)
* การทดสอบความทนทานของระบบ (The Stress Test)
* การทดสอบการยอมรับของผู้ใช้ (The Acceptance Test)
6. การติดตั้งระบบ (Implementation)
ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของ SDLC ซึ่งมี 4 ขั้นตอนหลัก คือ
* การสอนและฝึกผู้ใช้ระบบ (Customer Training)
* ส่งมอบคู่มือและเอกสารต่างๆ ให้กับผู้ใช้
* วางแผนการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลต่างๆ ของระบบ (Data conversion)
* การประเมินผลของระบบ
BACK
ยุทธศาสตร์ซิกซ์ซิกม่า (Six Sigma)
ซิกซ์ซิกมา คือ กระบวนการพัฒนาด้วยวิธีการค้นหาและกำจัดสิ่งที่ผิดพลาด โดยพิจารณาจากเอาต์พุตที่ได้รับจากลูกค้าเป็นหลัก กำเนิดขึ้นในปี 1979 โดยบริษัทโมโตโรล่า มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความผิดพลาดในการกระบวนการผลิต และหัวใจหลักของแนวคิด
นี้คือ วิธีการแก้ไขปัญหา และการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานและผลิตภัณฑ์ ซึ่งระดับซิกม่าที่ดีที่สุดนั้น คือ ค่าซิกม่าระดับ 6 หรือที่เรียกกันว่าซิกซ์ซิกม่า ซึ่งเป็นระดับของกระบวนการผลิตที่ยอมให้ผลผลิตมีความผิดพลาดเพียง 3.4 ส่วนในล้านส่วนเท่านั้น
กระบวนการมาตรฐานของ Six Sigma ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ คือ D : Define,
M : Measure, A : Analyze, I : Improve และ C : Control ซึ่งเรียกย่อๆ ว่า DMAIC
โดยมีรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน สรุปได้ ดังนี้ (วชิรพงษ์ สาลีสิงห์, 2548 : 80-116) คือ
1. ขั้นกำหนด (define) เป็นขั้นตอนการระบุและคัดเลือกหัวข้อเพื่อการดำเนินการตามโครงการ Six Sigma ในองค์กร โดยมีขั้นตอนการคัดเลือกโครงการ ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 โครงการนั้นต้องสอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กร (Business Goal)
ขั้นตอนที่ 2 มอบหมายให้ฝ่ายต่างๆ ที่เสนอโครงการไปพิจารณาหากลยุทธ์ (Strategy) ในการดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กร (ตามขั้นตอนที่ 1)
ขั้นตอนที่ 3 แต่ละฝ่ายนำเสนอกลยุทธ์ในการดำเนินการให้ผู้บริหารทราบ และเมื่อผู้บริหารเห็นชอบแล้ว ให้กลับไปกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินงาน (High Potential Area)
ขั้นตอนที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย หลังจากกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการได้แล้ว ให้แต่ละฝ่ายกลับไปพิจารณาหัวข้อย่อยที่จะใช้ในการดำเนินการ
2. ขั้นวัดผลตัวชี้วัด (measure) เป็นขั้นตอนการวัดความสามารถของกระบวนการที่เป็นจริงในปัจจุบัน ขั้นตอนการวัดจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ขั้นตอน คือ
ขั้นตอนที่ 1 Plan Project with Metric คือ การวางแผนและดำเนินการคัดเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะสมในการดำเนินการโครงการ
ขั้นตอนที่ 2 Baseline Project คือการวัดค่าความสามารถของกระบวนการที่เป็นจริงในปัจจุบัน โดยวัดผ่านตัวชี้วัดต่างๆ ที่เลือกสรรมาจากขั้นตอน Plan Project with Metric
ขั้นตอนที่ 3 Consider Lean Tools คือ วิธีการปรับปรุงกระบวนการด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ของวิศวกรรมอุตสาหการ
ขั้นตอนที่ 4 Measurement System Analysis (MSA) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากเป็นขั้นตอนการตรวจสอบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทำงานว่ามีความปกติหรือไม่ก่อนจะลงมือปฏิบัติงาน
ขั้นตอนที่ 5 Organization Experience หมายถึง ขั้นการนำประสบการณ์ที่ผ่านมาขององค์กร จะช่วยคิดในการแก้ไขปัญหา
3. ขั้นวิเคราะห์ (Analyze) ขั้นตอนนี้คือการวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาหลัก ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในเชิงสถิติเพื่อระบุสาเหตุหลักที่ส่งผลโดยตรงต่อปัญหานั้น ซึ่งเรียกสาเหตุหลักนี้ว่า KPIV (Key Process Input Variable) ซึ่งต้องสามารถระบุให้ชัดเจนว่า อะไรคือ KPIV ของปัญหาและต้องสามารถเชื่อมโยงกับ ตัวหลักของกระบวนการ หรือที่เรียกว่า KPOV (Key Process Output Variable) ให้ได้ หลักการสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การตรวจสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) ผังการกระจาย (Scattering Diagram) การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) เป็นต้น
4. ขั้นปรับปรุง (Improve) ขั้นตอนนี้คือการปรับตั้งค่าสาเหตุหลัก (KPIV) โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผลลัพธ์ของกระบวนการเป็นไปตามต้องการ ด้วยการใช้เทคนิคการออกแบบทดลอง (Design of Experiment :DOE) เพื่อปรับตั้งค่าสภาวะต่างๆของกระบวนการให้เป็นไปตามความต้องการ
5. ขั้นควบคุม (Control) ขั้นตอนนี้ต้องดำเนินการออกแบบระบบควบคุณคุณภาพของกระบวนการเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากระบวนการจะย้อนไปมีปัญหาเหมือนเดิมอีก
Business Intelligence
ในยุคที่เราให้ความสำคัญกับข้อมูลข่าวสาร ผู้ที่สามารถนำข้อมูลสารที่ทันสมัยมาสนับสนุนการตัดสินใจ และสามารถนำไปวางแผน หรือ โต้ตอบปัญหา เชิงธุรกิจได้ทันต่อเหตุการณ์ ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ซึ่งผู้ที่สามารถทำได้ย่อมเป็นผู้ที่มีข้อมูลอยู่ในมือเป็นจำนวมาก เมื่อมีการเก็บข้อมูลปริมาณมากๆปัญหาที่ตามมาก็คือการเรียกใช้งานข้อมูลซึ่งข้อมูลบางอย่างจะถูกเรียกใช้งานบ่อยครั้ง เช่น การออกรายงานต่างๆเป็นต้น
เพื่อให้เกิดความสะดวกในการเรียกใช้งานข้อมูลจึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาธุรกิจอัจฉริยะ Business Intelligence (BI) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคำตอบหรือรูปแบบพฤติกรรมของข้อมูล เพื่อนำไปใช้สำหรับการตัดสินใจเชิงธุรกิจ
หลักการของ BI นั้นจะประกอบด้วยส่วนสำคัญได้แก่ ดาต้าแวร์เฮ้าส์ เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมข้อมูลที่มีอยู่มากมายในองค์กรเพื่อสร้างเป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน ให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้สะดวก อันที่สองคือ ดาต้ามาร์ต เป็นส่วนการดึงข้อมูลบางส่วนจากดาต้าแวร์เฮ้าส์ ในการกำหนดขอบเขตการวิเคราะห์ เพื่อหาคำตอบที่ซ่อนอยู่ในข้อมูล การทำเหมืองข้อมูล (Data Mining)คือการนำคลังข้อมูลหลักมาประมวลผลใหม่แล้วแสดงผลเฉพาะสิ่งที่สนใจโดยกระบวนการในการดึงข้อมูลออกจากฐานข้อมูลจะมีสูตรทางธุรกิจ (BusinessFormula)และเงื่อนไขต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องและผลลัพธ์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่นเป็นแผนภูมิในการตัดสินใจ (Decision Trees) เป็นต้น
เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในหลายมิติ (OLAP) คือการสืบค้นข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถเลือกผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบของตารางหรือกราฟ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลใน มุมมองหลากหลายมิติ (Multi-Dimensional) โดยที่ผู้ใช้สามารถที่จะดูข้อมูลแบบเจาะลึก(Drill Down) ได้ตามต้องการ
KM (Knowledge Management) หรือ การจัดการความรู้
หมายถึงการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้
ความรู้มี 2 ประเภท คือ
1. ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge)
เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือสัญชาติญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย (ความรู้แบบนามธรรม)
2. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge)
เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวมถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร กฎ ระเบียบ ตลอดจนสื่อต่างๆ (ความรู้แบบรูปธรรม)
KM จึงเป็น "เครื่องมืออย่างหนึ่ง" ที่ใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อให้คนที่ต้องการใช้ความรู้ในเวลาที่ต้องการให้บรรลุตามเป้าหมายในการทำงานได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคน และพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้
ดังนั้น "การจัดการความรู้" จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง
เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่า มีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง
อ้างอิง :
สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.). 2550. การจัดการความรู้ (Knowledge Management). [Online]. available : http://www.kmi.or.th/autopage/file/WedJuly2005-9-16-35-Introduce_KM.pdf
Search Engine Optimization (SEO) (คำแปล การทำให้เหมาะสมสำหรับเสิร์ชเอนจิน)
เป็นวิธีการพัฒนาปริมาณและคุณภาพของผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ผ่านทางเสิร์ชเอนจินในลักษณะธรรมชาติ (เรียกศัพท์เฉพาะว่า "ออร์แกนิก") ซึ่งผ่านทางเป้าหมายของคำค้นหาที่ต้องการ
เอสอีโอเป็นการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในเสิร์จเอนจิน คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของเว็บเสิร์ชเอนจิน เวลาที่คนเข้ามาค้นหาในเว็บเสิร์ชเอนจิน เช่นที่ กูเกิล ยาฮู หรือ เอ็มเอสเอ็น ด้วยคำสำคัญที่ต้องการค้นหาแล้ว จะปรากฏลิงก์ของเว็บไซต์ของเราเพื่อทำให้ติดอันดับต้นๆ ในหน้าผลการค้นหา ซึ่งการทำ SEO นั้นจะประกอบไปด้วย การปรับปรุง-เพิ่มคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ในหน้าเว็บไซต์ การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้มีขนาดเล็ก การใช้ meta tag และวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO ก็เหมือนการทำการตลาด โดยการทำความเข้าใจว่าอัลกอริทึมของเสิร์ชเอนจินนั้นทำงานอย่างไร และ คำๆไหนที่ผู้เยี่ยมชมมีความต้องการที่จะค้นหา เพื่อช่วยเลือกเว็บเพจที่ตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้ทำการค้นหา
การสร้างเว็บเพจโดยการใช้เทคนิค SEO นั้นก็ไม่ได้หมายถึงการสร้างเนื้อหาที่เป็นที่ชื่นชอบต่อเสิร์ชเอนจินเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงผู้เยี่ยมชม ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโค๊ดของเว็บไซต์, การนำเสนอ, โครงสร้างของเว็บไซต์ และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการทำ SEO ก็คือเนื้อหาที่มีประโยชน์ และจะต้องเป็นเนื้อหาต้นฉบับ
ระบบสถาปัตยกรรมเชิงบริการหรือ SOA
เป็นแนวคิดในการจะออกแบบระบบไอทีในองค์กรให้เป็นระบบเชิงบริการ (Service Oriented) ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ทั้งนี้ระบบไอทีขององค์กรต่างๆในปัจจุบันมักจะมีสถาปัตยกรรมแบบ Silo Oriented Architecture ซึ่งการพัฒนาระบบไอทีในแต่ละระบบต่างเป็นอิสระต่อกัน จึงทำให้ยากต่อการเชื่อมต่อ บำรุงรักษายาก มีค่าใช้จ่ายสูง ปรับเปลี่ยนระบบได้ยาก และการพัฒนาระบบใหม่ๆเป็นไปด้วยความล่าช้า
แนวคิดของระบบ SOA คือ การจัดระบบ Silo Oriented Architecture ใหม่โดยการสร้างระบบไอทีเป็น 4 ชั้น คือ
1. Resource Layer ซึ่งจะเป็นชั้นของระบบโครงสร้างไอทีในปัจจุบันต่างๆเช่น ระบบฐานข้อมูล เช่น Oracleระบบโซลูชันเช่น SAP, PeopleSoft? ระบบ Mainframe หรือ ระบบเซฟเวอร์ต่างๆเช่น Solaris เป็นต้น
2. Service Layer ซึ่งเป็นชั้นของโปรแกรมหรือโมดูลต่างๆที่จะนิยามเป็น Component หรือเซอร์วิสที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ โดยเซอร์วิสเหล่านี้จะพัฒนามาจากโมดูลต่างๆที่รันบน Resource Layer เช่นโมดูลของฐานข้อมูล โมดูลของ Application Solution เช่น SAP หรือ PeopleSoft? และ โมดูลของโปรแกรมประยุกต์ที่อาจพัฒนาด้วย Java หรือ .NET เป็นต้น
3. Process Layer ซึ่งเป็นชั้นของโปรแกรมหรือกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่เราจะพัฒนาขึ้นจากการประกอบเซอร์วิสต่างๆ
4. Access Layer ซึ่งเป็นชั้นเพื่อให้สามารถเรียกใช้โปรแกรมหรือ Business Processที่พัฒนาขึ้นได้ โดยอาจผ่านเว็บ Desktop Portal หรือ Mobile
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า SOA เป็นการเปลี่ยนระบบ Silo Oriented Architecture มาสู่ระบบที่เป็นที่แบ่งเป็นชั้น ที่เป็น Service Oriented และสามารถพัฒนา (ขยาย) โปรแกรมใหม่ได้ง่าย
Visual Basic.NET 2005 Basic จะวางพื้นฐานในการเขียนโปรแกรม รวมถึงการ Debug โปรแกรม ให้คุ้นเคยกับ Environment ในการพัฒนาด้วย Visual Studio.NET 2005 ผู้เรียนจะได้ศึกษาคำสั่ง ในการติดต่อ กับฐานข้อมูล Microsoft Access และ Microsoft SQL Server 2000 หรือ 2005
รายละเอียดการสอน
@ รู้จักกับ Microsoft.Net และ Visual Basic.Net
@ รู้จักกับส่วนประกอบต่างๆ ของ VB.Net
@ การเขียนคำสั่งในรูปแบบต่างๆ
@ รู้จักกับตัวแปร ค่าคงที่ และชนิดของข้อมูล
@ การใช้โอเปอเรเตอร์ใน VB.Net
@ คำสั่งควบคุมการทำงานใน VB.Net
@ การเขียนโปรแกรมแบบ OOP ใน VB.Net
@ ชนิดข้อมูลและฟังก์ชั่นต่างๆ
@ การจัดการกับเมนูใน VB.Net
@ การสร้างฟอร์มที่ติดต่อกับฐานข้อมูลได้
@ การเข้าถึงข้อมูลด้วย ADO.Net
@ การจัดการระบบไฟล์ใน VB.Net
@ การจัดการกับข้อผิดพลาด
@ เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม
@ Work Shop: ระบบบริหารงานบุคคล
BACK
ดูแบบละเอียด
Visual Basic.NET 2005 Advance Course นี้จะเน้นการเขียนโปรแกรมติดต่อกับ SQL Server และการใช้ Stored Procedures ใน SQL Server และการใช้ Controls ต่าง ๆ โดยผู้เรียนต้องผ่าน Course Basic VB.NET and ADO.NET มาก่อน โดยเนื้อหาจะเน้นในส่วนของ Threading, Asynchronous Processing และ การติดต่อกับ Web
รายละเอียดการสอน
@ การติดต่อฐานข้อมูล SQL Server 2000 (2-Tier Development)
@ การเขียน Stored Procedures ใน SQL Server
@ การเขียน Functions และ Triggers ใน SQL Server
@ การใช้ Transaction ใน VB.NET
@ การใช้งาน Advance Controls ต่างๆ
@ คำสั่งเกี่ยวกับ Graphics ในชุดของ VB.NET ซึ่งเรียกว่า GDI+
@ การเขียนโปรแกรมโดยใช้ Threading เพื่อจัดการงานในรูปแบบ Multi-Tasking
@ การใช้ Delegate เพื่อช่วยในการเขียนแบบ Asynchronous
@ การจัดการกับ Serialization และ Deserialization
@ เทคนิคการเขียนโปรแกรมแบบ Drag and Drop ใน VB.NET
@ เทคนิคการทำ Multi-Language Application ใน VB.NET for Windows
@ การจัดการ Resources ใน VB.NET
@ การ Encrypt และ Decrypt ข้อมูลโดยใช้ DES ใน System.Security.Cryptography
@ การเขียนโปรแกรมด้วย Web Service
@ การใช้ Crystal Report ใน VB.NET แบบ Advance
BACK
ดูแบบละเอียด
Database Design and SQL เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ เข้าใจ และสามารถจัดการข้อมูลแบบมีระบบได้ โดยหลังจากเรียนทฤษฏีแล้ว สามารถออกแบบฐานข้อมูล เพื่อใช้เก็บข้อมูลได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมถึงสามารถจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลโดยสร้างโปรแกรมประยุกต์ เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่สร้างออกมาเพื่อ เพิ่ม,แก้ไข,ค้นหา,ลบ และหากใช้ฐานข้อมูลนั้นไประยะเวลาหนึ่งแล้ว หากความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลเปลี่ยนไป ผู้อบรมก็สามารถปรับปรุงฐานข้อมูลและโปรแกรมด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดการสอน
@ DATABASE CONCEPTS
@ RELATIONAL DATABASE MODEL
@ DATABASE DESIGN
@ DATABASE DESIGN USING THE ENTITY RELATIONSHIP MODEL
@ ENHANCED ENTITY RELATIONSHIP AND OBJECT MODELING
@ BASIC SQL STATEMENTS
@ INTERMEDIATE SQL FEATURES
@ ADVANCED SQL TECHNIQUES
@ TRANSACTION PROCESSING USING SQL
BACK
ดูแบบละเอียด
Implementing a Microsoft SQL Server 2005 Course นี้เน้นการสร้างฐานข้อมูลและองค์ประกอบต่างๆ ในฐานข้อมูล การบังคับใช้กฏเกณฑ์ต่างๆ ของระบบฐานข้อมูลเพื่อให้ผู้ พัฒนาระบบฐานข้อมูลบนMicrosoft SQL Server 2005 สามารถใช้งานระบบฐานข้อมูลนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รายละเอียดการสอน
@ รู้จักกับ Enterprise Manager และ Query Analyzer
@ ใช้ Convert และ Cast ในการเปลี่ยน Data Types ต่าง ๆ ใน SQL Server
@ Functions ที่น่าสนใจต่าง ๆ ของ SQL Server
@ การใช้ Exists, Some, All, Any Operators
@ การใช้ Aggregate Functions : Sum, Count, Min, Max, Avg
@ การใช้ Compute...By เพื่อสรุปข้อมูลเป็นกลุ่ม ๆ
@ เทคนิคการเขียน SubQueries ในแบบต่าง ๆ
@ คำสั่งในการสร้าง Database และความหมายของ Collation
@ คำสั่งในการสร้าง Table และ Alter Table เพื่อเปลี่ยนแปลง Columns และการ Drop Table
@ ความหมายของ Fields ประเภทต่าง ๆ
@ การดึงข้อมูลข้าม Databases
@ คำสั่งในการ Backup, Restore Databases , การ Detach และ Attach Databases
@ Batch Programming Structures
@ รู้จัก Global Variables ต่าง ๆ ใน SQL Server ที่ขึ้นต้น
@ การใช้งาน Stored Procedures
@ การจัดการ Transaction ใน SQL Server
@ การใช้ DTS เพื่อ Import/Export ข้อมูลระหว่าง SQL Server และฐานข้อมูลอื่น
@ การสร้าง Triggers แบบต่าง ๆ : Insert, Delete และ Update
@ การสร้าง User-Defined Functions (UDF)
@ การจัดการ Full-Text Search
BACK
ดูแบบละเอียด
Crystal Reports เจาะลึกเนื้อหา Crystal Reports เวอร์ชั่นล่าสุดอย่างละเอียด เรียนรู้การออกแบบรายงานใน Crystal Reports ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง การใช้ Formulas และ Parameter Fields แบบต่าง ๆ ใน Crystal Reports การเรียก Crystal Reports จาก VB.NET การส่ง DataTables เข้าไปใน Reports การสร้างกราฟ และจัดการกับ SubReports การสร้างและการจัดการ CrossTab Reports การสร้าง User-Defined Functions ใน ActiveX เพื่อใช้ใน Reports
รายละเอียดการสอน
@ รู้จักกับ Crystal Report Design Environment
@ ออกแบบ Reports ขั้นต้น
@ Field Explorer ใน Crystal Reports
@ รู้จักกับ Objects ต่าง ๆ ใน Crystal Reports
@ ดึงข้อมูลใน Crystal Reports มา Preview Reports ใน Windows Application
@ ดึง Reports มา Preview ใน Web Browser ผ่าน ASP.NET
@ เขียนโปรแกรมเปลี่ยน Database ที่ต้องการติดต่อ และส่งค่า Security ผ่าน
ConnectionInfo และ TableLogonInfo
@ คำสั่งต่าง ๆ ในการจัดการ Crystal Report Viewer
@ การใส่เงื่อนไขให้กับ Reports
@ รู้จักกับ Formulas แบบต่าง ๆ ใน Crystal Reports
@ รู้จักกับ Formulas Fields
@ การ Grouping ใน Reports
@ การออกแบบ Reports โดยจำกัดจำนวน Records ต่อหน้าใน Pre-Printed Form
@ การสร้าง Parameter Fields ให้กับ Reports
@ การจัดการข้อมูล SubReport ให้อยู่ในรูปแบบ Drill-Down
@ การเขียนโปรแกรมให้ Export ไปเป็นรูปแบบต่าง ๆ จาก Crystal Reports : xls, pdf, html
@ การสร้างกราฟใน Crystal Reports
@ การออกแบบ Report ในรูปแบบ Labels โดยใน 1 แถวมีมากกว่า 1 records
BACK
ดูแบบละเอียด
On Job Training พบกับรูปแบบใหม่ ของการเรียนรู้
ไม่มีหลักสูตร ไม่ใช้ตัวแสดงแทน (สอนโดยโปรแกรมเมอร์ตัวจริง) เป็นการเรียนเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างตรงจุด
ไม่อ้อมค้อม ไม่ใส่น้ำ ให้เสียเวลา
เน้นสอนตรงจุด สอนให้เขียนโค้ดตามที่ใช้งานจริงพร้อมสอดแทรก ข้อคิด ตัวอย่าง และวิธีคิดต่างๆ เพื่อการนำไปประยุกต์ใช้ได้เอง ในอนาคต
ตั้งแต่การเลือกใช้ control ที่เหมาะสม
การติดต่อฐานข้อมูลแบบพื้นฐาน การออกแบบหน้าจออย่างไรให้ใช้งานง่าย (และเขียนโปรแกรมง่าย)
จนถึงการติดต่อฐานข้อมูลแบบมืออาชีพ แนะนำการแก้ปัญหาที่พบ และการ debug โปรแกรม เพื่อให้สามารถเรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้เอง
พร้อมทั้งซึมทราบความรจากการถ่ายทอดประสบการณ์
ของพี่ๆที่เชี่ยวชาญ จากการทำงานจริงมากว่า 7 ปีสอนแบบเป็นกันเอง เน้นความเข้าใจ ให้ไปทำต่อเองได้
ปูทางพร้อมส่องไฟไปยังจุดหมายโดยมีพี่ๆคอยประคองไปจนถึงฝั่งเหลือแค่น้องๆที่สนใจ ก้าวเข้ามาเพื่อเริ่มต้นแล้วหล่ะค่ะ
BACK
PHP Basic เจาะลึกเนื้อหา Crystal Reports เวอร์ชั่นล่าสุดอย่างละเอียด เรียนรู้การออกแบบรายงานใน Crystal Reports ตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นสูง การใช้ Formulas และ Parameter Fields แบบต่าง ๆ ใน Crystal Reports การเรียก Crystal Reports จาก VB.NET การส่ง DataTables เข้าไปใน Reports การสร้างกราฟ และจัดการกับ SubReports การสร้างและการจัดการ CrossTab Reports การสร้าง User-Defined Functions ใน ActiveX เพื่อใช้ใน Reports
รายละเอียดการสอน
@ รู้จักกับ Crystal Report Design Environment
@ ออกแบบ Reports ขั้นต้น
@ Field Explorer ใน Crystal Reports
@ รู้จักกับ Objects ต่าง ๆ ใน Crystal Reports
@ ดึงข้อมูลใน Crystal Reports มา Preview Reports ใน Windows Application
@ ดึง Reports มา Preview ใน Web Browser ผ่าน ASP.NET
@ เขียนโปรแกรมเปลี่ยน Database ที่ต้องการติดต่อ และส่งค่า Security ผ่าน
ConnectionInfo และ TableLogonInfo
@ คำสั่งต่าง ๆ ในการจัดการ Crystal Report Viewer
@ การใส่เงื่อนไขให้กับ Reports
@ รู้จักกับ Formulas แบบต่าง ๆ ใน Crystal Reports
@ รู้จักกับ Formulas Fields
@ การ Grouping ใน Reports
@ การออกแบบ Reports โดยจำกัดจำนวน Records ต่อหน้าใน Pre-Printed Form
@ การสร้าง Parameter Fields ให้กับ Reports
@ การจัดการข้อมูล SubReport ให้อยู่ในรูปแบบ Drill-Down
@ การเขียนโปรแกรมให้ Export ไปเป็นรูปแบบต่าง ๆ จาก Crystal Reports : xls, pdf, html
@ การสร้างกราฟใน Crystal Reports
@ การออกแบบ Report ในรูปแบบ Labels โดยใน 1 แถวมีมากกว่า 1 records
BACK
ดูแบบละเอียด